วันอาทิตย์ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2558

University Social Enterprising in The UK 4 แห่ง

Trip นี้มีเรื่องเล่า : เรียนรู้ระบบการจัดการเรียนการสอนของประเทศอังกฤษ

     
D-100003509University Social Enterprising : การจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาคน พัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน 

เล่าเรื่อง : ผศ.พัชริน ดำรงกิตติกุล 
โครงการประสานงานการจัดการวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชน ท้องถิ่น ในพื้นที่ของสถาบันอุดมศึกษา 
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) 


สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยีปัจจุบันมีความซับซ้อน สถาบันอุดมศึกษาในฐานะที่มีบทบาทผลิตกำลังคนเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจและรับใช้สังคม จำเป็นต้องปรับวิธีการจัดการเรียนการสอนให้มีคุณภาพสอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง ประเทศอังกฤษมีระบบและโครงสร้างสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพบัณฑิตด้วยการพัฒนาคุณภาพอาจารย์ และการจัดการระบบภายในสถาบันการศึกษาตั้งแต่การจัดการเรียนการสอน การวิจัยและบริการวิชาการ ให้ตรงตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา  
  
สถาบันคลังสมองของชาติ จึงได้จัดการศึกษาดูงานในประเทศอังกฤษเรื่อง Professional Academic Development, University Social Enterprise, and Student Entrepreneurship in The UK ช่วงวันที่ 8- 13 กันยายน 2556 ใน 2 เรื่องคือ Professional Academic Development และ University Social Enterprise and Student Entrepreneurship 

ประโยชน์ที่ได้เพิ่มพูนจากการศึกษาดูงานมาจากผู้ร่วมเดินทาง 28 ท่านจาก 15 มหาวิทยาลัย ล้วนเป็นผู้มีประสบการณ์สูง ประกอบด้วย มหาวิทยาลัยแห่งชาติ 6 แห่ง มหาวิทยาลัยราชภัฏ 2 แห่ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 1 แห่ง มหาวิทยาลัยเอกชน 1 แห่ง และมหาวิทยาลัยของรัฐแห่งอื่นๆ อีก 5 แห่ง มาจากพื้นที่ภาคเหนือ 2 แห่ง ภาคอีสาน 4 แห่ง ภาคใต้ 1 แห่ง และภาคกลาง 8 แห่ง 

เรื่องที่จะเขียนต่อไปนี้ จะเน้นเฉพาะส่วนที่เชื่อมโยงการเรียนการสอน การวิจัย สู่ social enterprise จากการศึกษาดูงาน University Social Enterprise ในมหาวิทยาลัยประเทศอังกฤษ 4 แห่ง (University of Northampton, University of Oxford , Skoll Centre for Social Entrepreneurship, Said Business School และ University College London Business) พบว่า University Social Enterprise เป็นกลไกเชื่อมโยงระบบการศึกษา การวิจัยที่ผูกพันกับปัญหาสังคม ชุมชน ทำให้สถาบันการศึกษาจัดระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ชุมชน ด้วยวิธีการนี้ ผู้เรียนได้เรียนรู้ในสถานการณ์ที่เป็นจริง ทำให้มีความพร้อมที่จะออกมาทำงานที่ส่งผลต่อการแก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน รัฐบาลก็ประหยัดงบประมาณในการสงเคราะห์และแก้ปัญหาสังคมด้านต่างๆ ผู้เผชิญปัญหาสังคมก็มีศักดิ์กศรี เนื่องจากสามารถแก้ปัญหาด้วยการพึ่งตนเอง มิต้องรอคอยขอความช่วยเหลือทางการเงินจากผู้อื่นตลอดไป ดังสรุปในภาพ 
  

  

  
มหาวิทยาลัยในอังกฤษที่มีการจัดการศึกษาและการวิจัยเพื่อสร้าง social entrepreneurship 4 แห่ง 
1) Northampton University 
มหาวิทยาลัย Northampton มีอิสระในการคิดเรื่องใหม่ๆ ปี 2011 Northampton มี 6 คณะ มุ่งมั่นที่จะพัฒนาเป็น social enterprise ในสหราชอาณาจักรและทั่วโลก ด้วยเหตุนี้กิจการทุกด้านเป็นการประกอบการทางสังคม ตั้งแต่การจัดการเรียนการสอน การวิจัย การบริการชุมชน การจัดซื้อจัดจ้าง รวมทั้งการสื่อสารกับระดับนโยบาย โดยมีเป้าหมาย 3 ด้าน คือ 

1. สร้างนักศึกษาที่มีประสบการณ์การประกอบการทางสังคม 

2. สร้างทักษะด้านการพัฒนานวัตกรรม และการประกอบการ 

3. สร้างการมีส่วนร่วมทางสังคมและนวัตกรรมทางสังคม 

ปัจจุบันมีนักศึกษาและอาจารย์ทำกิจกรรม social enterprise เพียงร้อยละ 10 บูรณาการการสอนกับการวิจัย (integration of social enterprise with learning and research) และหาวิธีการทำวิจัยที่มีพลังส่งผลกระทบต่อสังคม (how to do research in a powerful impact) และ social enterprise และเพิ่มทุนวิจัยด้านการตลาดเพื่อสังคม ซึ่งแตกต่างจากการตลาดทั่วไป ดังนั้นจึงมีนโยบายให้ทุกหลักสูตรออกแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ และมีการลงทุน social enterprise 

นอกจากนี้มหาวิทยาลัย Northampton ยังได้ถือหุ้นในโรงงานผลิตเฟอร์นิเจอร์ไม้ ชื่อ Goodwill Solutions สถานประกอบการแห่งนี้ได้ชื่อว่าเป็น a truly social enterprise โดยรับผู้พ้นโทษเข้าไปฝึกงานในโรงงาน ด้วยค่าใช้จ่ายของบริษัทเอง นับว่าเป็นกิจการเพื่อสังคม เนื่องจากปกติผู้พ้นโทษมักจะกลับเข้าไปต้องโทษอีกภายใน 18 เดือน ด้วยการให้โอกาสผู้พ้นโทษเช่นนี้ ทำให้ผู้พ้นโทษได้งานทำ การมีสถานประกอบการเพื่อสังคมเช่นนี้จะช่วยรัฐลดค่าใช้จ่ายในเรือนจำ และยังได้เก็บภาษีเงินได้เพิ่มอีกด้วย 

การเข้าถือหุ้นของมหาวิทยาลัย นอกจากจะสั่งซื้อสินค้าจากโรงงานในราคาผู้ถือหุ้นแล้ว ยังทำให้สถานประกอบการรับนักศึกษาเข้าไปฝึกงานและได้รับบริการวิชาการด้าน IT, marketing, design, finance และ HR เป็นการสร้างโอกาสการมีงานทำหลังนักศึกษาสำเร็จการศึกษาด้วย สามารถดูรายละเอียดได้ที่http://www.northampton.ac.uk/social-enterprise/current-initiatives/goodwill-solutions 
2) Oxford University 
Skoll Centre for Social Entrepreneurship เป็นผู้นำวิชาการด้าน social entrepreneurship ที่มีความก้าวหน้าในระดับสากล ได้สร้างนวัตกรรมที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางสังคมผ่านการจัดการศึกษา การวิจัย และการสร้างความร่วมมือ ด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้ 

• พัฒนาความสามารถพิเศษ (developing talent) ด้วยการจัดการการศึกษาให้ผู้เรียนมีวิสัยทัศน์ และทักษะด้านการตลาด การเงินเพื่อสังคม การบริหารธุรกิจแนวใหม่ และการสร้างนวัตกรรมทางสังคม 

• พัฒนาความก้าวหน้าด้านการวิจัย (advancing research) ในด้าน social finance, social impact measurement, policy and social entrepreneurship, fair trade นอกจากทำวิจัยที่นำไปสู่การสร้างทฤษฎีแล้ว ยังทำวิจัยที่นำไปสู่การปฏิบัติ และสนับสนุนการสร้างเครือข่ายนักวิชาการเพื่อเผยแพร่ผลงานสู่สากล 

• สร้างศูนย์กลางความร่วมมือ (creating a collaborative hub) สร้างความเชื่อมโยง social entrepreneurs กับผู้นำทางธุรกิจ รัฐบาล องค์การสาธารณประโยชน์ เพื่อสร้างผลกระทบทางสังคม 
3) Aston University 
มี slogan ว่า “Employable Graduates , Exploitable Research” เน้นการเรียนการสอนเพื่อสร้างบัณฑิตให้มีงานทำ และการวิจัยที่นำไปใช้ประโยชน์ได้ จึงไม่มุ่งผลงานวิจัยดีเด่นทางวิชาการ สนับสนุนการวิจัยใน 4 ด้าน คือ 

1. สุขภาพ ผู้สูงอายุ 

2. การพัฒนาองค์กร 

3. การพัฒนาด้านวิศวกรรม พลังงาน การนำของเสียมาใช้ใหม่

4. ความหลากหลายทางวัฒนธรรม 

Center of Excellence at Aston University สนับสนุนงานวิจัยบูรณาการกับการเรียนการสอนทุกระดับ โดยออกแบบการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนการวัดผล ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ (assessment is part of / for / as Learning) ซึ่งต้องออกแบบการเรียนการสอนแบบใหม่ 
4) UCL (University College London) 
supporting academic staff to start up a social enterprise and utilizing university intellectual property for the benefit of society, knowledge based SE 

เมื่อ 15 ปีที่แล้ว พยายามหาวิธีการแก้ปัญหาสังคม พัฒนาคุณภาพชีวิต การสนับสนุนเงินจากรัฐไปไม่ถึงปัจเจกบุคคล จึงเกิด UnLtd ทำงานโดยใช้ research and identification of social problem and challenges เห็นว่างานวิจัยที่นำไปตีพิมพ์ มีผลงานออกมาสวยงาม แต่ขาดการมองปัญหาสังคม จึงใช้วิธีการชวนคนมาแก้ปัญหาสังคม ด้วยวิธีการ ดังนี้ 

• คุยกันด้วยวิธีการต่างๆ 

• มีกลุ่มนักวิจัย เริ่มคิดการนำผลงานไปสู่สังคม 

• ให้นักศึกษาทำโครงการ 

• ทำงานร่วมกับนักเรียน ให้เก็บข้อมูล เพื่อเรียนรู้ร่วมกัน 

• วิธีคิดใหม่ เรียก citizen science ให้คนที่ได้รับปัญหาเก็บข้อมูลเอง เช่น noise mapping และเก็บข้อมูลว่ามีจำนวนคนเดินทางด้วยเท้าเท่าไรที่ได้รับผลกระทบการเสียงดังบนถนน เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงในการแก้ปัญหาจากเสียง 

• ตั้ง Social Enterprise (SE) 

• ระดมเงินทุนจากแหล่งต่างๆ 

• ทำงานแบบมีส่วนร่วมกับสังคม 

• สร้างความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับหน่วยงานต่างๆ 

ปี 2009 เริ่มนำงานวิจัยสู่ SE โดยหลักการ “social entrepreneurship and research outcomes - making an impact in society โดยสนับสนุนการวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เพื่อสร้างความยั่งยืนในชุมชน ตั้งแต่ปี 2010-2013 เกิดการขับเคลื่อนการวิจัยเพื่อตั้ง SE ชื่อ mapping for change โดยได้รับการสนับสนุนจาก UnLtd (มูลนิธิสนับสนุน SE ในประเทศอังกฤษ) ร่วมมือกับ 25 ชุมชน แก้ปัญหา air pollution โดยใช้วิธีการง่าย ๆ ราคาถูก คือใช้ web-based mapping และ free GPS กระบวนการนี้เรียก citizen science คือ ประชาชนร่วมกำหนดปัญหา ร่วมกระบวนการเก็บข้อมูลมลภาวะของเสียงในชุมชน ร่วมวิเคราะห์ข้อมูล และอภิปรายผลจากข้อมูล นำไปสู่การแก้ปัญหาทางจิต ปัญหาสิ่งแวดล้อม มีการผลิตอาหารปลอดภัย 
  
เมื่อปี 2009 เครือข่ายนักศึกษาทั่วประเทศอักฤษ ได้ตั้ง NACUE (The National Association of College and University Entrepreneurs) ทำกิจกรรม 3 ด้าน คือ 

1. network (community management) 

2. events & programmes 

3. policy, advocacy & research 

เพื่อขับเคลื่อน SE ในกลุ่มเยาวชน ดูรายละเอียดที่http://nacue.com/ 
สรุปมุมมองจากภาพรวมการศึกษาดูงาน 4 มหาวิทยาลัยในประเทศอังกฤษ 
1. การจัดการศึกษาในประเทศอังกฤษให้ความสำคัญกับการสร้างคุณภาพบัณฑิตสู่การประกอบอาชีพ จึงจัดกิจกรรมสนับสนุนต่าง ๆ ที่เอื้อต่อการเรียนรู้สู่การประกอบอาชีพ (learning experience for carrier development ) 

2. สิ่งที่ยืนยันว่าประเทศไทยได้ทำมาแล้วถูกทาง คือ การบูรณาการการเรียนการสอน การวิจัยและการบริการวิชาการ เพียงแต่กระบวนการจัดการเรียนการสอนในประเทศไทย ไม่ได้กระจายไปทั่วทั้งประเทศอย่างเป็นระบบ มาจากการสนับสนุนทุนวิจัยเพียงบางกลุ่ม ขาดการสนับสนุนอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง 

3. ประเทศอังกฤษมีนโยบายรองรับการสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนสู่การสร้างอาชีพ ประเทศไทยก็ได้ริเริ่มทำมาแล้วดีมากเพียงอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่ขาดโครงสร้างภายในสถาบันรองรับ และยังทำงานแบบแยกส่วน ยังไม่มีนโยบายรองรับอย่างจริงจังในระบบสถาบันอุดมศึกษา 

4. การแลกเปลี่ยนความเห็นจากการสะท้อนของผู้ร่วมเดินทาง เห็นตรงกันว่า การพัฒนาคุณภาพอาจารย์ (professional academic development) กับการสร้างอาชีพ สร้างการประกอบการเพื่อสังคม (university social enterprise and student entrepreneurship) เป็นกระบวนการเดียวกัน มีความสัมพันธ์กันภายในระบบอุดมศึกษา หรือเป็นเหตุเป็นผลกัน มหาวิทยาลัยที่เข้าไปศึกษาดูงานทั้ง 4 แห่งในประเทศอังกฤษล้วนบูรณาการการสอน การวิจัย และบริการสังคม สำหรับประเทศไทยได้ทำมาแล้วกว่า 10 ปี และมีสาระเนื้อหาที่ละเอียดลึกซึ้งมาก สิ่งที่แตกต่างกันคือ ประเทศไทยขาดการสนับสนุนอย่างเป็นระบบที่มีความต่อเนื่อง 
สรุปสิ่งสะท้อนจากผู้เขียน 
ท่ามกลางบรรยายกาศเงียบสงบบนรถไฟจาก Oslo ไปเมือง Trondheim ภาพทิวทัศน์ธรรมชาติอันสวยงามมีความสงบตลอดทาง ได้ซึมซับบรรยากาศความสงบเข้ามาอยู่ในจิตใจ จึงได้นำบทความฉบับนี้มาร้อยเรียงเพื่อสะท้อนมุมมองใหม่ๆ 

เช้าวันแรกตื่นขึ้นมาในบ้านแม่นอร์วีเจียน เกิดความคิดสะท้อนและเห็นว่า การเดินทางไปศึกษาดูงานครั้งนี้สร้างความประทับใจลึก ๆ มาจากสิ่งที่ได้ฟังได้เห็น คือการมองสิ่งที่เป็น“กระบวนการเติบโต” แตกต่างจากภาพถ่ายที่เติบโตเองไม่ได้ สิ่งที่ได้เห็นได้ฟังเป็นเพียงข้อมูล (สุ มาจาก สุตมยปัญญา) หลังจากกลับมาแล้วมีเวลาคิดไตร่ตรองในความเงียบสงบภายในจิตใจ เกิดการคิดใคร่ครวญ (จิ มาจาก จินตามยปัญญา) ได้นำมาตั้งคำถามค้นหาคำตอบเพิ่มเพิ่ม (ปุ มาจาก ปุจฉา) บัดนี้ได้นำมาสู่การเขียน (ลิ มาจาก ลิขิต) 

สิ่งที่ได้รับผ่านการคิดใคร่ครวญ กำลังจะนำไปสู่การปฏิบัติเพื่อเรียนรู้ในสภาพจริง ร่วมกับหน่วยงานที่กำลังขับเคลื่อนบทบาทสถาบันอุดมศึกษาร่วมกับชุมชนในการจัดงาน Social Enterprise Week (SE-Week) ช่วงวันที่ 1-9 มีนาคม 2557 งานนี้จัดในหลากหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ โดยสำนักงานเสริมสร้างกิจการเพื่อสังคม (สกส.) ร่วมกับอีกหลายหน่วยงานทั้งในและต่างประเทศ มีกิจกรรมการแสดงผลงาน SE และการประกอบการทางสังคม (SE) ที่เป็นรูปธรรม โดยนำผลงานวิจัยที่เป็นนวัตกรรมทางสังคมมานำเสนอสู่การพัฒนาเป็น Social Enterprise ส่วนกิจกรรมประชุมสัมมนาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จัดในหลายสถานที่ อาทิ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 

สิ่งที่สะท้อนจากการศึกษาดูงานดังที่ได้สรุปไว้ข้างต้น ทำให้เห็นว่า SE เป็นกระบวนการจัดการศึกษาในยุคนี้ที่เน้นการเรียนรู้ด้วยการปฏิบัติจริง (do it for real. It is not a project but it is a continuing journey) 

ในบ้านแม่นอร์วีเจียนมีรูป Prof.Wangari Maatthai, The Winner The Noble Peace Prize 2004, ได้เสนอมุมมอง “education as a tool of making the world a better place” 

แท้จริงอีกมุมหนึ่งของโลกกำลังขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงการศึกษาในทางที่มีความสงบ เรียบง่าย เพื่อมนุษย์ทั้งมวล ในขณะที่อีกกระแสหลักยังคงจัดอันดับการแข่งขัน เชิดชูผู้ชนะเลิศที่เป็นกลุ่มคนจำนวนน้อย ส่วนกลุ่มผู้แพ้เป็นคนจำนวนมาก มักเป็นกลุ่มผู้ขาดโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรการเรียนรู้ ขณะนั่งเครื่องบินไปนอร์เวย์ ได้อ่านหนังสือ “ปรัชญาการศึกษาของไทย” เขียนโดย พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตโต) ใจความสำคัญคือ การให้การศึกษาเพื่อจุดหมายชีวิต (education for life) หรือการศึกษาเป็นกิจกรรมของชีวิต โดยชีวิต และเพื่อชีวิต กระบวนการศึกษา คือกระบวนการแก้ปัญหาของมนุษย์อย่างถูกต้อง ด้วยสติปัญญา มีฉันทะ (ตรงข้ามกับตัณหา) เพื่อให้มีกรุณา หมายถึงการทำประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม การจะมีกรุณาที่แท้จริงได้ ต้องมีปัญญาที่สูงขึ้น พร้อมกับที่กระทำการต่างๆ โดยใช้กรุณาเป็นแรงจูงใจให้ทำมากขึ้น 
กระบวนการทางปัญญา ตามที่พระพรหมคุณาภรณ์ อธิบายในหนังสือ “ปรัชญาการศึกษาของไทย” เห็นว่าสามารถนำมาอธิบายใน Bloom’s Taxonomy ซึ่ง Aston University ได้ดัดแปลงมาดังรูป 
  
  
จึงนำมาตีความว่า กระบวนการทางปัญญา เพื่อประโยชน์ต่อการดำรงชีวิตและเพื่อสังคม เป็นกระบวนการวิจัย หรือการศึกษาเพื่อชีวิตอย่างยั่งยืน ด้วยการเรียนรู้จากความรู้ที่มีอยู่แล้ว (สุ-สุตมยปัญญา) คือการค้นหาว่ามีอะไร (what) อยู่แล้วหรือการทบทวนเอกสาร เพื่อนำมาทำความเข้าใจ (understanding) ขั้นตอนนี้เป็นกระบวนการทางจิต (จิ-จินตามยปัญญา) โดยมีสติมากำกับให้มีความเข้าใจที่ถูกต้องเที่ยงตรง (สัมมาทิฎฐิ) เพื่ออธิบายว่าด้วยเหตุใด (why) ในขั้นตอนนี้จะได้ “ความรู้” (knowledge– know why) เป็นความรู้ที่นำไปปฏิบัติการแก้ปัญหาสังคมได้ ซึ่งเป็นความรู้ที่บอกว่าทำอย่างไร (know how หรือ technology) เมื่อนำไปปฏิบัติแล้ว ก็ตั้งคำถาม (ปุ-ปุจฉา) วิเคราะห์ไตร่ตรองว่าดีอย่างไร มีอะไรที่ใหม่กว่าและดีกว่า ด้วยการประเมินเพื่อค้นหาสิ่งใหม่ ความรู้ใหม่ หรือนวัตกรรม จึงเชื่อว่ากระบวนการเหล่านี้เป็นกระบวนการศึกษาเพื่อการดำรงชีวิต และเพื่อประโยชน์ต่อสังคมทั้งมวล นั่นคือ ความหมายของ University Social Enterprise ด้วยการสร้าง Student Entrepreneurship 

กระบวนการดังกล่าวเป็นวิถี (the path /a continuing journey) เพื่อชีวิตและสังคมทั้งมวล แตกต่างจากการศึกษาที่มีการทำให้จบเป็นเรื่องๆ (a project) มีการคัดเลือกกลุ่มคนที่มีศักยภาพมารับการศึกษา เพื่อแสดงความเป็นเลิศ โดยใช้เฉพาะกลุ่มคนที่มีศักยภาพสูงให้มีบทบาทสร้างชิ้นงานออกมา เหมือนนักท่องเที่ยวคอยถ่ายรูปเก็บภาพสวยๆ นำมาแสดง ความจริงภาพถ่ายหรือชิ้นงานที่สร้างขึ้นเป็นความจริงในอดีต และการสร้างกลุ่มคนฉลาดที่ไม่เข้าใจความจริงของคนส่วนใหญ่ แต่กลายเป็นกลุ่มคนที่มีบทบาทการพัฒนาสังคม ก็จะเกิดช่องว่างของความจริงมากขึ้น 

อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย (มจร.) ได้กล่าวในการประชุมวิชาการนำเสนอผลงานวิจัยดีเด่น ปี 2556 ว่า “ การทำวิจัยเป็นการสร้างความเชี่ยวชาญของผู้ทำวิจัย” นั่นหมายถึง แท้จริงเป้าหมายการศึกษา คือ กระบวนการสร้างปัญญาให้แก่ผู้ปฏิบัติการทำวิจัย เนื่องจากเป้าหมายสำคัญของการศึกษา คือการพัฒนาคนให้เป็นผู้มีสติปัญญา แต่การศึกษาที่ผ่านมาจะเน้นการวัดที่ผลงานเป็นสำคัญ ซึ่งผลงานมีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา หากนำกระบวนการทางปัญญาให้เข้าถึงคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียมกัน และเป็นการศึกษาที่มีการปฏิบัติการในสถานการณ์จริง การศึกษาก็เป็น “do it for real. It is not a project but it is a continuing journey” เป็นกระบวนการต่อเนื่องไปสู่การพึ่งตนเอง 

เมื่อการจัดการศึกษาที่บูรณาการการสอน การวิจัย ร่วมกับการประกอบการทางสังคม ด้วยการสร้างนวัตกรรมอย่างต่อเนื่อง ก็นับว่าเป็นการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ตั้งแต่การสร้างคุณภาพชีวิต สิ่งแวดล้อม การสร้างรายได้ ครอบคลุมกลุ่มผู้ด้อยโอกาสในสังคม ซึ่งตรงตามแผนการพัฒนาประเทศที่มีการเชื่อมโยงทั้ง Competitive Growth, Green Growth และ Inclusive Growth เข้าด้วยกัน สถาบันการศึกษาก็จะเป็นกลไกพัฒนาคนที่มีความพร้อมเข้าสู่การทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม ด้วยวิธีการจัดการศึกษาเพื่อประโยชน์ต่อสังคม ก็จะประหยัดค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาสังคมด้านต่างๆ และเป็นการใช้จ่ายด้านการศึกษาที่คุ้มค่าด้วย social enterprise จึงเป็นมุมมองใหม่ของการนำผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ที่มีความก้าวหน้าในยุคนี้ 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น